WiMax

WiMAX คืออะไร
WiMAX คือการออกแบบโครงสร้างและอุปกรณ์สื่อสารแบบไร้สายที่ได้ถูกพัฒนามาจาก Wireless LAN หรือ Wi-Fi ผลดีคือ ระยะทำการที่ครอบคลุมมากกว่าเครือข่ายแบบ Wireless LAN หลายเท่า แถมยังได้ความเร็วในการให้บริการสูงเทียบเท่ากัน จึงทำให้ สามารถเชื่อมต่อระหว่างตึกต่าง ๆ ได้ง่ายไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของภูมิประเทศอีกต่อไป




มาตรฐานของระบบ WiMAX
มาถึงตรงนี้ลองดูด้วยเทคนิคกันซักนิด เจ้า WiMAX ย่อมาจาก Worldwide Interoperability of Microwave Access ซึ่งใน ระบบของ WiMAX จะมีองค์ประกอบสองส่วนหลัก ๆ คือ
1. โครงสร้างพื้นฐานจะใช้มาตรฐาน IEEE 802.16 ซึ่งหมายถึงอุปกรณ์หลัก เสาส่งสัญญาณรวมไปถึงวิธีการส่งสัญญาณต่าง ๆ ซึ่งตามมาตรฐานนี้ระยะทางการให้บริการจะอยู่ที่ประมาณ 5 กิโลเมตร เท่านั้น ยังไม่พอ! ขณะนี้ได้มีการพัฒนามาตรฐานใหม่ที่ใช้ชื่อว่า IEEE 802.16a ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถการทะลุทะลวงผ่านสิ่งกีดขวางได้มากขึ้น และระยะทางระหว่างเสาสัญญาณก็มากอย่างเหลือเชื่อที่ 48 กิโลเมตร
2. คือ IEEE 802.16e หมายถึงตัวอุปกรณ์ลูกข่าย เช่น โน้ตบุ๊ก PDA หรือ Home Computer ที่มีตัวรับสัญญาณ WiMAX นั่นเอง แต่ระยะทางในการใช้บริการนั้นห่างจากเสาสัญญาณอยู่ประมาณ 5 กิโลเมตร
สถานการณ์ของ WiMAX
ในปัจจุบันได้มีการนำเอาระบบ WiMAX ไปลองใช้งานจริง ในส่วนโครงสร้างหลักได้มีการตั้งเสาสัญญาณ WiMAX กระจายเป็น เครือข่ายครอบคลุมบริเวณที่ต้องการให้บริการ หรือนำเอามาใช้เพื่อเพิ่มระยะทางในการให้บริการให้ไกลขึ้นถึงชานเมือง หรือตั้งเสา WiMAX เพื่อรับส่งข้อมูลและกระจายต่อให้กับผู้ใช้ ADSL,DSL ในพื้นที่ที่ลากสายสัญญาณหลักเข้ามาลำบากกลายเป็น Wireless Broadband นั่นเอง
ส่วนในด้านผู้ใช้งานทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง โดยช่วงแรกในปี 2005 ที่ผ่านมา ได้นำเอาระบบมาให้บริการ internet โดยผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า Fix wireless access อุปกรณ์ตัวนี้จะเป็นตัวรับสัญญาณที่สามารถติดที่ไหนก็ได้ เช่น ข้างตัวบ้าน หรือตัวตึก แล้วรับสัญญาณ WiMAX มา นำไปกระจายต่อยังเครื่องคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ผ่าน Switch ซึ่งตัวอุปกรณ์จะอยู่กับที่ไม่ได้ขยับไปไหน ดังนั้นในช่วงที่สองหลังจากนี้ จะมีการพัฒนาอุปกรณ์ลูกข่ายให้ใช้งานมาตรฐาน IEEE 802.16e เพื่อให้ใช้งานในขณะที่มีการเคลื่อนที่ และสามารถใช้งานข้ามเสาส่งสัญญาณได้ เช่น ขับรถไปรอบเมืองก็ยังใช้งานได้



ประโยชน์ของ WiMAX กับชีวิตประจำวัน
จะเห็นได้ว่า WiMAX มีจุดเด่นคือระยะทางที่ไกล ความเร็วที่สูง และไม่จำเป็นต้องใช้สายส่งสัญญาณ แถม WiMAX ยังมีการ เข้ารหัสข้อมูลที่ปลอดภัยสูงอีกด้วย WiMAX จะทำให้การติดตั้ง internet ในสถานที่ต่าง ๆ ทำได้ง่าย เพียงติดตั้งอุปกรณ์เสียบปลั๊กและใช้งาน ทำให้ผู้ให้บริการ internet สามารถให้บริการได้หลากหลายมากขึ้น เช่น การออกร้านในศูนย์ประชุม ก็ให้บริการแก่บริษัทต่าง ๆ ได้สะดวกมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งก็น้อยกว่า ความเร็วสูงกว่า เมื่อไปเทียบกับการให้บริการข้อมูลผ่านสายสัญญาณ การให้บริการ internet ความเร็วสูงสำหรับที่อยู่อาศัย ด้วยข้อจำกัดของการใช้งานระบบ ADSL ที่เป็นอยู่ในขณะนี้มีมากเช่น ระบบเครือข่ายที่จำกัดชุมสาย และระยะทางระหว่างผู้ใช้กับชุมสาย จำนวนผู้ใช้ที่สามารถให้บริการได้ ทำให้กลุ่มผู้ใช้ตามที่อยู่อาศัยถูกจำกัด ไม่สามารถให้บริการได้เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้นการนำเอาระบบ WiMAX มาใช้ จะเป็นการเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานให้มากขึ้น และบริการต่าง ๆ ที่จะให้บริการก็มีมากขึ้น เช่น การดูทีวีผ่าน internet หรือการเลือกดูหนังเรื่องที่ต้องการผ่าน internet เป็นต้น การให้บริการ internet ในพื้นที่ห่างไกล หรือในชนบท ด้วยข้อดีของระบบ WiMAX ที่มีระยะทางการรับส่งข้อมูลไกล ดังนั้น พื้นที่ไหนที่ไม่สามารถให้บริการได้ทั้งสายโทรศัพท์ เคเบิล ก็เป็นอีกทางออกสำหรับการใช้งานบริการสื่อสารแบบไร้สายคุณภาพสูงมาตรฐาน IEEE 802.16e ซึ่งเป็นส่วนต่อเติมของ IEEE 802.16a นั้น เป็นคุณสมบัติ พิเศษที่พัฒนาขึ้นมาให้รองรับการใช้งานในแบบที่ต้องเคลื่อนที่ตลอดเวลา เหมาะสำหรับอุปกรณ์แบบพกพาในการเดินทาง ช่วยให้ ผู้ใช้งานสามารถสื่อสารได้โดยให้คุณภาพในการสื่อสารที่ดี และมีเสถียรภาพขณะใช้งาน แม้มีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาก็ตาม การส่งสัญญาณแบบ Cellular Backhaul สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เป็นการรับส่งข้อมูลระหว่างสถานีฐานของเครือข่าย โทรศัพท์ เพราะช่องสัญญาณของ WiMAX ที่มีขนาดใหญ่ทำให้สามารถรองรับการรับส่งข้อมูลของสถานีฐานได้สะดวกมากขึ้น และไม่ มีข้อจำกัดด้านภูมิประเทศและไม่ต้องอาศัยสายส่งสัญญาณอีกด้วย ทำให้ต้นทุนและค่าเช่าต่อเดือนในการตั้งสถานีฐานลดลงอย่างมาก
จุดอ่อนของระบบ WiMAX
แน่นอน... ไม่มีอะไรดีไปหมด ลองมาดูจุดอ่อนของ WiMAX กันบ้าง ความใหม่ของมาตรฐานระบบ WiMAX เนื่องจากเพิ่งมี การคิดค้นและเริ่มมาพัฒนาอย่างจริงจังไม่กี่ปี ดังนั้นยังมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของมาตรฐานรวมไปถึงผู้ผลิตที่นำเอามาตรฐาน WiMAX ไปพัฒนาต่อเป็นอุปกรณ์สำหรับใช้งานจริงก็มีจำนวนน้อย อุปกรณ์ก็ยังไม่หลากหลาย ต้องอาศัยเวลาสักพักก่อนได้รับความนิยม รวมไปถึงราคาอุปกรณ์ WiMAX ที่ค่อนค้างสูงขณะนี้ ความถี่ของการให้บริการ ตามมาตรฐานของ WiMAX จะใช้ความถี่ช่วง 2-6GHz (802.16e) และ 11GHz (802.16d) ซึ่งในบางประเทศจะเป็นช่วงความถี่ที่มีการควบคุม ต้องมีการขออนุญาตก่อนให้บริการ และในบางประเทศ ไม่มีข้อกำหนดตรงนี้ ดังนั้นผู้ที่จะลงทุนวางระบบ WiMAX ต้องศึกษาข้อมูลให้ละเอียดเสียก่อน
คู่แข่งที่น่ากลัว
ถ้ามองในด้านระยะทางการให้บริการแล้ว WiMAX ถือว่าได้เปรียบคู่แข่งรายอื่นมาก แต่ถ้าดูถึงความพร้อมของตลาด และการ สนับสนุนจากผู้ผลิตแล้ว จะพบว่ามีคู่แข่งอยู่สองมาตรฐานคือ UMTS / WCDMA เป็นระบบเครือข่ายโทรศัพท์ที่พัฒนามาจากระบบ GSM โดยจะเน้นเรื่องการเพิ่มความเร็วในการรับส่งข้อมูล โดยจะได้ความเร็วตั้งแต่ 2Mbps จนถึง 10Mbps จุดเด่นของระบบนี้คือ ผู้ผลิต อุปกรณ์มือถือมี Roadmap อย่างชัดเจนแล้วว่าจะมีการผลิตอุปกรณ์มารองรับและหลากหลายแน่นอน อีกทั้งระบบเครือข่ายที่ครอบคลุม พื้นที่ให้บริการอยู่แล้ว รวมไปถึงฐานผู้ใช้งานเดิมที่มีจำนวนมากที่พร้อมจะเปลี่ยนมาใช้มาตรฐานใหม่นี้ CDMA 2000 1xEV-DO เป็นระบบเครือข่ายโทรศัพท์อีกค่ายที่พัฒนาขึ้นมา โดยเน้นเรื่องความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่ 2.4Mbps ในด้านความเร็วอาจสู้ลำบาก แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ออกแบบมาให้มีการเพิ่มความเร็วได้ในอนาคตโดยมีการเปลี่ยนแปลง อุปกรณ์บางชนิดที่สถานีฐาน ทำให้ค่าใช้จ่ายของการให้บริการต่ำกว่า WiMAX ที่ต้องลงทุนใหม่หมดทุกอย่าง
อนาคตของระบบ WiMAX
ปัจจุบันมีการจัดตั้งกลุ่ม WiMAX Forum ขึ้นมา เพื่อเป็นศูนย์รวมของกลุ่มคน กลุ่มบริษัทไม่ว่าจะเป็นผู้วิจัย หรือผู้พัฒนา ผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงผู้ทำตลาด ได้เข้ามารวมตัวกันเพื่อกำหนดมาตรฐาน แนวทางการพัฒนา และการนำมาตรฐานนี้ไปใช้งานได้จริง ยกตัวอย่างเช่น Internet Corporation, AT&T, Fujitsu, British Telecom, Samsung, Siemens Mobile, Cisco, Nokia และบริษัท ชั้นนำอีกหลายบริษัท และในประเทศไทยตอนนี้ ได้มีผู้ให้บริการโครงข่ายพื้นฐานบางที่เริ่มศึกษาถึงระบบ WiMAX โดยตั้งเป้าที่จะนำ เอามาให้บริการจริง ดังนั้นเทคโนโลยี WiMAX จึงเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจ และน่าจับตามองว่าจะใช้งานได้จริงหรือไม่ และแพร่หลายมากน้อยขนาดไหน เพราะจุดเด่นของระบบไม่ว่าในเรื่องระยะทาง ความเร็ว ข้อจำกัดของการเชื่อมต่อ ได้ลบจุดอ่อนของระบบอื่นเกือบหมด เราหวังว่าจะได้สัมผัสการใช้งาน WiMAX ในบ้านได้เร็ว ๆ นี้


Wide-CDMA

W-CDMA คือ อะไร
เหมือนกับเทคโนโลยีพื้นฐาน ที่อุตสาหกรรมโทรศัพท์ไร้สายทั้งหมดตกอยู่ในห้วงของคำย่อ นี่คือ ทำไมถึงมีค่ายิ่งจะต้องใช้เวลาสักสองสามนาที เพื่อปรับเป้าหมายให้ตรงกันไปยังระยะเริ่มต้น W-CDMA ย่อมาจาก Wideband Code Division Multiple Access และมันมีความน่าสนใจมากกว่าสิ่งที่ได้ฟัง เหมือนกับ Time Division Multiple Access (TDMA) W-CDMA เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้โครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ทำงาน W-CDMA คือ อะไรที่เรารู้ว่าเป็น Air Interface หรือ Access Technology ที่จริงแล้ว W-CDMA เป็นอุตสาหกรรมโทรศัพท์ไร้สาย ที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดและมีความสลับซับซ้อนของ Air Interface ผู้วิจารณ์ส่วนใหญ่มีความเชื่อว่า W-CDMA จะเป็นเทคโนโลยีจะเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานของโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 Air Interface ของ W-CDMA เป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 ได้จัดเตรียมการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ ของผู้ใช้งานกับโครงข่ายหลัก
WCDMA (วายแบนด์ซีดีเอ็มเอ - Wideband Code-Division Multiple Access)
เป็นเทคโนโลยีซีดีเอ็มเอที่มีมาตรฐานตามข้อกำหนดของไอทียู และเป็นที่รู้จักอย่างเป็นทางการในชื่อว่า IMT-2000 WCDMA เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารระบบไร้สายในยุคที่ 3 และมีประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลแบบไร้สายผ่านโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ไร้สายความเร็วสูง โดยมีประสิทธิภาพการทำงานเหนือกว่าเทคโนโลยีทั่วไปที่ใช้ในตลาดในปัจจุบัน วายแบนด์ซีดีเอ็มเอมีประสิทธิภาพในการสื่อสารรับส่งสัญญาณเสียงภาพข้อมูลและภาพวิดีโอด้วย ความเร็วสูงถึง 2 เมกกะบิตต่อวินาที แต่สำหรับการให้บริการในปัจจุบันความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 384 กิโลบิตต่อวินาที (แนวกว้าง wide area access) โดยสัญญาณขาเข้าจะถูกแปรเป็นสัญญาณดิจิตอลและส่งไปเป็นรหัสผ่านแถบคลื่นสัญญาณกระจายไปสู่คลื่นความถี่ต่าง ๆ ผู้ให้บริการเทคโนโลยีนี้จะใช้แถบคลื่นสัญญาณที่ 5 MHz ซึ่งต่างจากผู้ให้บริการที่ให้บริการเทคโนโลยีซีดีเอ็มเอในย่านความถี่แคบที่ใช้ช่องสัญญาณที่ 1.25 MHz NTT DoLoMo เป็นผู้ให้บริการรายแรกที่เปิดให้บริการ WCDMA ในเชิงพาณิชย์ ในปี 2001 จนในปัจจุบันมีผู้ให้บริการถึง 65 รายทั่วโลก พัฒนาการก้าวต่อไปของเทคโนโลยี WCDMA จะนำไปสู่ความสามารถในการส่งข้อมูลที่ความเร็วสูงขึ้น ซึ่งเรียกว่า HSDPA (High Speed Downlink Packet Access) ซึ่งสามารถส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงถึง 1.8 - 14.4 Mbps


ความแตกต่าง CDMA VS Wide-CDMA
ระบบ CDMA 1x  ออกแบบมาเพื่อใช้งานบนคลื่นความถี่แคบ (narrow band) คือทำงานบนแถบคลื่นความถี่ที่มีความกว้าง 1.25MHz ["1x" เป็นการบอกถึงความกว้างของแถบความถี่ 1.25MHz]  

           ส่วนระบบ WCDMA ออกแบบมาเพื่อใช้งานบนคลื่นความถี่แคบ (wide band) คือทำงานบนแถบคลื่นความถี่ที่มีความกว้าง 5MHz  ["W" ย่อมาจาก wide band]





CDMA

CDMA คืออะไร

     CDMA ย่อมาจาก Code Division Multiple Access  เป็นการมัลติเพล็กซ์ สัญญาณข่าวสารต่าง ที่เราใช้ติดต่อกัน ให้ไปกับคลื่นพาห์ แบบการเข้ารหัสหรือการเข้าโค้ดนั่นเองครับ  ซึ่งจะแตกต่าง จากระบบ GSM (Global System for Mobile Communications) ซึ่งจะใช้การ มัลติเพล็กซ์ หรือ มอดูเลต สัญญาณข่าวสาร ต่าง ๆ ให้ไปกับคลื่นพาห์ แบบ TDMA (Time Division Multiple Access)  การมัลติเพล็กซ์แบบแบ่งช่วงเวลา  และ FDMA (Frequency Division Multiple Access) การมัลติเพล็กซ์แบบแบ่งช่วงความถี่   ซึ่งตัวเครื่อง หรืออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ของทั้งสองระบบ นี้จะถูกออกแบบ มาต่างกัน ซิมการ์ดก็จำเป็นที่จะต้องใช้ ให้ถูกกับระบบของตัวเครื่อง เนื่องจากในการลงทะเบียนการใช้งานแต่ละครั้งข้อมูลต่าง ๆในซิมการ์ดจะต้อง ถูกยืนยันให้ตรงกับข้อมูลที่ถูกเก็บในฐานข้อมูลของเครือข่าย ถึงจะอนุญาตให้ผู้ใช้นั้นใช้งานได้




     CDMA (Code Division Multiple Access) เป็นรูปแบบของเทคโนโลยีการสื่อสารอีกประเภทหนึ่งที่มีให้บริการอย่างแพร่หลาย ได้รับการคิดค้นและพัฒนาโดยบริษัท Qualcomm ระบบ CDMA จะทำงานโดยการแปลงคลื่นเสียงไปเป็นข้อมูลแบบดิจิตอล และถูกนำไปเข้ารหัสเฉพาะสำหรับการใช้งานในแต่ละครั้ง ซึ่งทำให้ระบบ CDMA นั้นสามารถรองรับการใช้งานจากเครื่องลูกข่ายได้ในจำนวนมาก

     ในระบบ CDMA นั้นยังแบ่งเทคโนโลยีออกไปได้หลายแบบ อาทิเช่น CDMA One (IS-95A และ IS-95B), CDMA 2000 1x และ CDMA 2000 1xEVCDMA 2000 1xเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาจาก CDMA เดิม โดยได้เพิ่มความสามารถในด้านการรองรับการใช้งานโทรศัพท์ และการรับส่งข้อมูลให้มีความเร็วเพิ่มขึ้นเป็น 153 kbps ทำให้สามารถใช้งานมัลติมีเดียได้สะดวกมากขึ้น

     CDMA 2000 1xEV เป็นอีกเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาจาก CDMA 2000 1x เดิมโดยได้แบ่งออกเป็นสองแบบคือ CDMA 2000 1xEV-DO หรือ Data Optimized ซึ่งเป็นการพัฒนาความสามารถในด้านการใช้งานรับส่งข้อมูลให้มีความเร็วสูงขึ้นถึง 2.4 Mbps และอีกแบบหนึ่งคือ CDMA 2000 1xEV-DV หรือ Data and Voice ซึ่งเป็นการพัฒนาให้รองรับทั้งการใช้งานเสียงและข้อมูลที่ดียิ่งขึ้น


     CDMA (Code Division Multiple Access) เป็นเทคโนโลยีที่ใช้กับโทรศัทพ์เคลื่อนที่แบบหนึ่งซึ่ง ข้อมูลที่ส่งออกมาจากสถานีฐานจะประกอบด้วยข้อมูลของผู้ใช้หลายคน ในระบบ CDMA นี้ผู้ใช้แต่ละคนจะได้รับ code ชุดหนึ่งที่ไม่เหมือนกับ code ของผู้ใช้คนอื่น เมื่อใช้ code ดังกล่าวถอดรหัสสัญญาณจากสถานีฐาน ทำให้ผู้ใช้แต่ละคนได้รับข้อมูลในส่วนของตัวเองได้

     CDMA เป็นเทคโนโลยีที่แก้ไขข้อจำกัดของการสื่อสารแบบไร้สายในปัจจุบันด้วยวิธีง่ายๆและมีประสิทธิภาพ โดยระบบ CDMA จะแปลงเสียงเป็นรหัสเฉพาะในรูปของแพ็กเกจจากนั้นสัญญาณรหัสของการพูดทั้งหมดจะถูกจัดสรรให้กระจายไปยังช่วงกว้างๆ ของย่านความถี่สัญญาณรบกวนอื่น ๆ นอกเหนือจากคำสนทนาจะถูกดึงออกที่ปลายทาง โดยรหัสที่ระบุไว้แล้ว

     เมื่อกลุ่มสัญญาณนี้เดินทางมาถึงเครื่องรับสัญญาณเสียงหรือข้อมูลที่ได้รับมานี้จะถูกนำมารวบรวมในรูปของคำสนทนาก่อนที่สัญญาณจะถูกส่งด้วยเทคนิคนี้จึงสามารถทำให้ระบบนี้สามารถรองรับจำนวนการโทรเข้าออกได้หลายๆ การสนทนาในเวลาเดียวกันภายในการส่งสัญญาณ ผ่านย่านคลื่นวิทยุเพียงหนึ่งคลื่น ผลก็คือระบบ CDMA จะสามารถรองรับปริมาณคู่สายได้จากการใช้ระบบ CDMA

     CDMA (Code Division Multiple Access) หรือ นิยมเรียกกันว่า IS-95 ซึ่งชื่ออย่างเป็นทางการคือ TIA/EIA-95B บริษัท Qualcomm จาก Sandi ago, California USA เป็นผู้พัฒนาระบบ CDMA โดยใช้ Spread Spectrum Technique Spread Spectrumไม่ได้ให้ช่องสัญญาณ หรือ แบ่งเป็น Timeslot เช่นระบบ TDMA แต่ CDMA ใช้วิธีให้ทุกคนใช้ความถี่เดียวกันพร้อม ๆ กัน เช่นเดียวกับ สถานีวิทยุที่ออกอากาศ ในความถี่ เดียวกัน ในเวลาและสถานที่เดียวกัน



NGN(Next Generation Network)

Next Generation Network (NGN)
โครงข่ายโทรคมนาคมยุคหน้า Next Generation Network (NGN) คือโครงข่ายที่สามารถให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมที่หลากหลาย สามารถทำงานอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานของโครงข่ายความเร็วสูงที่สนับสนุนคุณภาพ ของบริการ ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงบริการต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่องทั้งในสภาวะที่กาลังเคลื่อนที่หรืออยู่กับที่ จึงเป็นการประยุกต์เทคโนโลยี packet switching โดยใช้ Internet Protocol (IP) ในการสร้างโครงข่ายพื้นฐานในยุคหน้าเพื่อการหลอมรวมการให้บริการโดยไม่มีขีด จากัดเนื่องจากสภาวะการเคลื่อนที่ของผู้ใช้ (fixed-mobile convergence) และมุ่งหวังให้เป็นปัจจัยเกื้อหนุนการเกิดสังคมที่มีการประยุกต์การสื่อสาร โทรคมนาคมอย่างกว้างขวาง (ubiquitous communication society) ทั้งนี้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคม
 





 คำนิยาม (จากข้อกำหนด ITU-T Y.2001)
Next Generation Network (NGN) คือ โครงข่ายโทรคมนาคมแบบแพ็คเกจที่สามารถให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมและ บอดแบรนด์ที่หลากหลายรูปแบบ สามารถใช้เทคโนโลยีการส่งผ่านข้อมูลที่ให้คุณภาพบริการ มี Function การให้บริการแยกเป็นอิสระจากเทคโนโลยีการส่งผ่านข้อมูลที่รองรับ ผู้ใช้บริการบนโครงข่ายโทรคมนาคมแบบ NGN จะต้องสามารถเลือกใช้บริการใด ๆ จากผู้ให้บริการรายอื่น ๆ ได้ โดยใช้เทคโนโลยีเชื่อมต่อปลายทาง (Access) ใด ๆ ได้โดยไร้ขีดจากัด โครงข่ายโทรคมนาคมนี้รองรับการใช้บริการแบบเคลื่อนที่ (Generalized Mobility) ได้ทุกที่ทุกเวลาอย่างต่อเนื่อง (Consistent and Ubiquitous)


ซอฟต์แวร์ที่ใช้ภายในองค์กร ใดๆ

โปรแกรมประยุกต์ที่นิยมใช้ในงานธุรกิจ
ซอฟต์แวร์ประยุกต์(application software)  เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้กับงานด้านต่าง ๆ ตามความต้องการของผู้ใช้ ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้โดยตรง ปัจจุบันมีผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ใช้งานทางด้านต่าง ๆ ออกจำหน่ายมาก การประยุกต์งานคอมพิวเตอร์จึงกว้างขวางและแพร่หลาย เราอาจแบ่งซอฟต์แวร์ประยุกต์ออกเป็นสองกลุ่มคือ ซอฟต์แวร์สำเร็จ และซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นใช้งานเฉพาะ ซอฟต์แวร์สำเร็จในปัจจุบันมีมากมาย เช่น ซอฟต์แวร์ประมวลคำ ซอฟต์แวร์ตารางทำงาน ฯลฯ

4.1 ซอฟต์แวร์ประยุกต์ทั่วไป
      ซอฟต์แวร์ประยุกต์ทั่วไป (general purpose software) เป็นซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับงานให้เหมาะสมกับลักษณะงานของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ เช่น การจัดพิมพ์รายงาน การนำเสนอ เป็นต้น               
 

         1) ซอฟต์แวร์ประมวลคำ (word processing software) เป็นซอฟต์แวร์ประยุกต์ใช้สำหรับการพิมพ์เอกสาร สามารถแก้ไข เพิ่ม แทรก ลบ และจัดรูปแบบเอกสารได้อย่างดี เอกสารที่พิมพ์ไว้จัดเป็นแฟ้มข้อมูล เรียกมาพิมพ์หรือแก้ไขใหม่ได้ การพิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์ก็มีรูปแบบตัวอักษรให้เลือกหลายรูปแบบ เอกสารจึงดูเรียบร้อยสวยงาม ปัจจุบันมีการเพิ่มขีดความสามารถของซอฟต์แวร์ประมวลคำอีกมากมาย ซอฟต์แวร์ประมวลคำที่นิยมอยู่ในปัจจุบัน เช่น วินส์เวิร์ด จุฬาจารึก โลตัสเอมิโปร




2)ซอฟต์แวร์ตารางทำงาน (spread sheet software) เป็นซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการคิดคำนวณ การทำงานของซอฟต์แวร์ตารางทำงาน ใช้หลักการเสมือนมีโต๊ะทำงานที่มีกระดาษขนาดใหญ่วางไว้ มีเครื่องมือคล้ายปากกา ยางลบ และเครื่องคำนวณเตรียมไว้ให้เสร็จ บนกระดาษมีช่องให้ใส่ตัวเลข ข้อความหรือสูตร สามารถสั่งให้คำนวณตามสูตรหรือเงื่อนไขที่กำหนด ผู้ใช้ซอฟต์แวร์ตารางทำงานสามารถประยุกต์ใช้งานประมวลผลตัวเลขอื่น ๆ ได้กว้างขวาง ซอฟต์แวร์ตารางทำงานที่นิยมใช้ เช่น เอกเซล โลตัส

3)ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล (data base management software) การใช้คอมพิวเตอร์อย่างหนึ่งคือการใช้เก็บข้อมูล และจัดการกับข้อมูลที่จัดเก็บในคอมพิวเตอร์ จึงจำเป็นต้องมีซอฟต์แวร์จัดการข้อมูล การรวบรวมข้อมูลหลาย ๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกันไว้ในคอมพิวเตอร์ เราก็เรียกว่าฐานข้อมูล ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูลจึงหมายถึงซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการเก็บ การเรียกค้นมาใช้งาน การทำรายงาน การสรุปผลจากข้อมูล ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูลที่นิยมใช้ เช่น เอกเซล ดีเบส พาราด็อก ฟ๊อกเบส




         4)ซอฟต์แวร์นำเสนอ (presentation software) เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับนำเสนอข้อมูล การแสดงผลต้องสามารถดึงดูดความสนใจ ซอฟต์แวร์เหล่านี้จึงเป็นซอฟต์แวร์ที่นอกจากสามารถแสดงข้อความในลักษณะที่จะสื่อความหมายได้ง่ายแล้วจะต้องสร้างแผนภูมิ กราฟ และรูปภาพได้ ตัวอย่างของซอฟต์แวร์นำเสนอ เช่น เพาเวอร์พอยต์ โลตัสฟรีแลนซ์ ฮาร์วาร์ดกราฟิก

        5) ซอฟต์แวร์จัดการด้านกราฟิกและมัลติมีเดีย
 


         ซอฟต์แวร์จัดการด้านกราฟิกเป็นซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เหมือนกระดานหรือสมุดวาดเขียนที่ผู้ใช้สามารถสร้างภาพเขียนได้ และมีอุปกรณ์ที่ช่วยในการวาดรูป เช่น ปากกาช่วยวาดลายเส้น พู่กันระบายสี และยางลบช่วยลบลายเส้นหรือสีที่ไม่ต้องการได้นอกจากนี้สามารถนำแฟ้มข้อมูลที่เป็นรูปภาพที่ถ่ายโดยใช้กล้องถ่ายรูปดิจิตอลมาแก้ไขตกแต่งได้ โดยซอฟต์แวร์จะมีเครื่องมือที่สามารถปรับเปลี่ยนความเข้มของแสง ปรับเปลี่ยนความแตกต่างของสีวัตถุในภาพ และสามารถตัดแปะองค์ประกอบของภาพหลาย ๆ ภาพ มาสร้างเป็นภาพใหม่ได้เหมือนการสร้างศิลปะ นอกจากนี้ยังสามารถเปลี่ยนลักษณะของภาพ ลักษณะของสีให้มีพื้นสีแบบต่าง ๆ ได้ ซอฟต์แวร์จัดการด้านกราฟิกที่เป็นที่นิยม เช่น โปรแกรมโฟโทช็อพ (Photoshop) โปรแกรมเพนท์บรัช (Paint Brush) โปรแกรมเพนท์ช็อพ (Paint Shop)
ซอฟต์แวร์จัดการด้านกราฟิกบางโปรแกรม   สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์นำเข้าสแกนเนอร์   เพื่อจัดการนำเข้าข้อมูล  โดยแปลงข้อมูลรูปภาพให้เป็นข้อมูลแบบดิจิตอล และจัดเก็บข้อมูลในรูปของแฟ้มข้อมูลเพื่อนำมาแก้ไขต่อไป

 

 4.2 ซอฟต์แวร์ประยุกต์เฉพาะงาน
                      ซอฟต์แวร์ประยุกต์เฉพาะงาน (application software for specific surpose) เป็นซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับงานขององค์กรใดองค์กรหนึ่งโดยเฉพาะ  ออกแบบและสร้างขึ้นโดยผู้ผลิตซอฟต์แวร์ที่มีความชำนาญในด้านนั้น ๆ หรือพัฒนาโดยฝ่ายบุคากรฝ่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กรก็ได้ โดยผ่านการวิเคราะห์ ออกแบบ ลงมือ สร้าง และทดสอบโปรแกรมให้สามารถทำงานได้ถูกต้องก่อนจึงจะสามารถนำมาใช้งาน เช่น โปรแกรมคำนวณภาษีของประชาชน เป็นต้น       

1 )ซอฟต์แวร์สำหรับงานธุรกิจ(business software) การประยุกต์ใช้งานด้วยซอฟต์แวร์สำหรับงานธุรกิจมักจะเน้นการใช้งานทั่วไป เเต่อาจจะนำมาประยุกต์ใช้โดยตรงกับงานธุรกิจบางอย่างได้ เช่น กิจธนาคาร มีการฝาก-ถอน งานทางด้านบัญชี หรือในห้างสรรพสินค้า การออกใบเสร็จรับเงิน การควบคุมสินค้าคงคลัง ดังนั้นจึงมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะ สำหรับงานแต่ละประเภทให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้แต่ละราย ซอฟต์แวร์สำหรับงานธุรกิจมักจะเป็นซอฟต์แวร์ที่ผู้พัฒนาต้องเข้าไปศึกษารูแบบการทำงานหรือความต้องการของธุรกิจนั้น แล้วจึงจัดทำขึ้นโดยทั่วไปจะเป็นซอฟต์แวร์ที่มีหลายส่วนทำงานร่วมกัน ซอฟต์แวร์ที่ใช้งานที่ใช้กันในธุรกิจ เช่น ระบบงานทางด้านบัญชี ระบบจัดจำหน่าย ระบบงานสินค้าคงคลัง ระบบงานบริหารการเงิน เป็นต้น

        2) ซอฟต์แวร์อื่น ๆ   ซอฟต์แวร์ประยุกต์เฉพาะงานนอกจากจะเป็นซอฟต์แวร์สำหรับงานธุรกิจเเล้ว ยังมีซอฟต์แวร์อื่น ๆ อีกเช่น โปรเเกรมช่วยค้นหาคำศัพท์ โปรแกรมเพื่อความบันเทิง เป็นต้น





Knowledge

 Tacit Knowledge & Explicit Knowledge



                                          ความรู้แบบฝังลึก (Tacit Knowledge )

ความรู้แบบฝังลึก (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ไม่สามารถอธิบายโดยใช้คำพูดได้ มีรากฐานมาจากการกระทำและประสบการณ์ มีลักษณะเป็นความเชื่อ ทักษะ และเป็นอัตวิสัย (Subjective) ต้องการการฝึกฝนเพื่อให้เกิดความชำนาญ มีลักษณะเป็นเรื่องส่วนบุคคล มีบริบทเฉพาะ (Context-specific) ทำให้เป็นทางการและสื่อสารยาก เป็นสิ่งที่เห็นได้ไม่ชัด เป็นความรู้ที่มาจากการปฏิบัติบ้างก็จัดว่าเป็น “เคล็ดวิชาเป็น “ภูมิปัญญา”   เปนสิ่งที่มาจากการใช้วิจารณญาณ  ปฏิภาณไหวพริบ เปนเทคนิคเฉพาะตัวของผู้ปฏิบัติแต่ละท่าน


                                ความรู้ชัดแจ้ง(Explicit Knowledge)


ความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่รวบรวมได้ง่าย จัดระบบและถ่ายโอนโดยใช้วิธีการดิจิทัล มีลักษณะเป็นวัตถุดิบ (Objective) เป็นทฤษฏี สามารถแปลงเป็นรหัสในการถ่ายทอดโดยวิธีการที่เป็นทางการ ไม่จำเป็นต้องอาศัยการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเพื่อถ่ายทอดความรู้ เช่น พวกหลักวิชาหรือทฤษฏีทั้งหลาย อันได้มาจากการวิเคราะห์ สังเคราะห์  ผ่านกระบวนการพิสูจน์

ตารางเปรียบเทียบ

 
             ผลการวิจัยในตางประเทศสรุปสัดสวนของความรู้สองประเภทนี้ว่า ความรู้ที่เป็นหลักวิชาที่ต้องผ่านการ  พิสูจน์หรือเขียนออกมาเป็นทฤษฏีนั้นถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับความรู้ที่แฝงอยู่ในตัวคน หากเปรียบกับภูเขานํ้าแข็ง ความรู้ส่วนที่เป็น Explicit Knowledge  นั้นจะเห็นได้ง่าย   คล้ายกับสวนยอดของภูเขานํ้าแข็งที่อยู่พ้นนํ้า   แต่ความรู้ส่วนที่เป็น Tacit Knowledgeนั้นแฝงอยู่ในตัวคนทําให้มองไม่เห็นเปรียบได้กับส่วนของภูเขานํ้าแข็งที่จมใต้นํ้า ซึ่งถ้านํามาเทียบกันแลวจะพบว่ามีปริมาณมากกว่าส่วนที่พ้นนํ้าค่อนข้างมาก  การที่เราเข้าใจความแตกตางระหว่างความรู้ทั้งสองประเภทนี้ จะทําให้เราเข้าใจความหมายของคําว่า “จัดการ”    ได้ชัดเจนดียิ่งขึ้น คุณลักษณะของความรู้สองประเภทนี้แตกตางกันค่อนข้างจะมาก จะเห็นได้ว่า ความรู้แจ้ง (Explicit knowledge)   นั้นเป็นความรู้ที่ได้มาจากการทดลอง ได้มาจากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์    (Scientific Method)   เป็นความรู้ที่ผ่านการพิสูจน์ (Proven Knowledge)  เป็นความรู้ที่ผ่าน  การพิสูจน์(Proven Knowledge)  เป็นความรู้ที่ถูกทําให้กลายเปนเรื่องทั่วไป (Generalize)”   ไม่ติดอยูในบริบทใดบริบทหนึ่ง    ในขณะที่ความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) นั้นมีคุณลักษณะที่เรียกได้ว่าค่อนข้างจะตรงกันข้าม  คือมีลักษณะเป็น “เคล็ดวิชา”  เป็นสิ่งที่ได้มา“ สดๆ”  มีบริบท (Context)  ติดอยู ยังไม่ได้ถูก “Generalize” ยังไม่ได้ “ถูกปรุง”  แต่อย่างใด


Data Virtualization

Data Virtualization คืออะไร?
 



                   คำว่า Data Virtualization นี้ก็ถือว่าเป็นศัพท์เฉพาะที่ยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก เพราะบริษัท Composite Software ที่ถูกซื้อมาและถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Cisco Information Server หรือ CIS เป็นผู้คิดค้นขึ้นมาและพัฒนาต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 10 ปี
ถ้าอธิบายสั้นๆ ในเชิงธุรกิจ Data Virtualization คือเทคโนโลยีที่จะช่วยให้องค์กรสามารถนำข้อมูลทั้งหมดมาใช้งานแบบศูนย์กลางได้ หรือเรียกว่าการทำ Data Integration โดยไม่ต้องทำ Data Warehouse หรือ Big Data ในขณะที่ประสิทธิภาพการทำงานของระบบนี้ก็จะต้องมีความรวดเร็วสูง สามารถตอบโจทย์การวิเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูล หรือแหล่งข้อมูลที่หลากหลายได้จากศูนย์กลาง ทำให้องค์กรสามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็ว ง่ายดาย และยืดหยุ่น โดยประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าการทำ Data Warehouse หรือ Big Data นั่นเอง




               ในมุมมองเชิงเทคนิค สิ่งที่ Data Virtualization ทำ ก็คือระบบ Query Engine ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลจากทุกฐานข้อมูลและทุกแหล่งข้อมูลได้ และแปลงให้ข้อมูลที่กระจัดกระจายเหล่านั้นสามารถถูก Query ขึ้นมาใช้งานพร้อมๆ กันได้เสมือนถูกจัดเก็บอยู่ในฐานข้อมูลเดียว ทั้งในรูปแบบของ SQL, Web Services, Messaging หรือ Hadoop รวมถึงระบบฐานข้อมูลสำหรับระบบ ERP ชั้นนำอย่าง SAP เพื่อให้องค์กรต่างๆ สามารถพัฒนา Analytic Software หรือ Front-end Application สำหรับตอบโจทย์การวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างอิสระ และยังมีความรวดเร็วในระดับเดียวกับการ Query SQL Database ด้วย Query Optmization Algorithm หลากหลาย ผสมกับเทคนิคต่างๆ เช่น การทำ Caching เพื่อให้การเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นมีความเร็วสูงสุด และส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของระบบ Production ทั้งหมดน้อยทีสุดไปพร้อมๆ กันด้วย
Data Virtualization ต่างจาก Big Data อย่างไร?
 


              ในมุมมองของการวิเคราะห์ข้อมูล ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะไม่แตกต่างกันมากนักสำหรับระบบ Data Virtualization และ Big Data แต่ในมุมมองของการ Deploy ระบบวิเคราะห์ข้อมูลนั้น การทำ Big Data จะต้องมีการ Migrate ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มาจัดเก็บรวมกันแบบศูนย์กลางภายในระบบ Big Data ก่อนจะนำข้อมูลทั้งหมดเหล่านั้นมาวิเคราะห์ ในขณะที่การทำ Data Virtualization จะทำให้องค์กรสามารถข้ามขั้นตอนเหล่านี้ไปได้ทั้งหมดเลย ด้วยการใช้ Resource เดิมที่มีอยู่ ร่วมกับระบบ Data Virtualization เพื่อ Query ข้อมูลจากฐานข้อมูลและแหล่งข้อมูลเดิมทั้งหมดแทน
 



            สิ่งที่ทำให้ Cisco มั่นใจว่า Data Virtualization จะสามารถช่วยองค์กรได้ นอกจากความรวดเร็วที่จะทำให้แต่ละองค์กรสามารถไปถึงเป้าหมายในการทำ Enterprise Data Analytics ได้ทันเวลาของตลาดแล้ว เทคโนโลยีนี้ยังช่วยองค์กรลดการลงทุนทางด้าน Infrastructure ลงอย่างมหาศาล เพราะองค์กรที่ต้องการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากในระดับของ Big Data Analtyics ไม่จำเป็นจะต้องลงทุนกับระบบ Storage ขนาดใหญ่มากอีกต่อไป และลดค่าใช้จ่ายในการ Migrate หรือ Transform ข้อมูลทั้งหมดออกไปได้ด้วยเช่นกัน
สำหรับบางกรณีที่จำเป็นจะต้องใช้ Big Data การทำ Data Virtualization ควบคู่ไปด้วย ก็จะช่วยเพิ่มความเร็วทั้งภาพรวมของโครงการ และความเร็วในการ Query ข้อมูลให้สูงขึ้น ด้วยการทำให้องค์กรเลือกนำเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นไปเก็บในระบบ Big Data เท่านั้น และการใช้งานระบบฐานข้อมูลที่มีอยู่ ร่วมกับ Big Data ผ่านการ Query จากศูนย์กลางก็จะทำได้อย่างง่ายดาย

Data Virtualization เหมาะกับใคร?
สำหรับองค์กรที่ยังมีข้อมูลจำนวนไม่มากนัก Data Virtualization อาจจะยังไม่จำเป็น แต่สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีแผนจะทำระบบ Enterprise Data Analytics นั้น Data Virtualization ถือเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ควรศึกษาและพิจารณาควบคู่ไปกับการทำ Big Data เพื่อดูว่าระบบที่ต้องการนั้น เหมาะกับการใช้ Data Virtualization เป็นหลัก หรือเหมาะกับการใช้ Big Data เป็นหลัก หรือเหมาะกับการใช้ทั้งสองเทคโนโลยีควบคู่กันไป โดยสรุปแล้ว Data Virtualization จะมีประโยชน์ดังต่อไปนี้
**สามารถรวมฐานข้อมูลและแหล่งข้อมูลหลากหลาย ให้ Query จากศูนย์กลางด้วยวิธีการที่ต้องการได้อย่างง่ายดาย
**สามารถใช้งานข้อมูลจากหลายแหล่งได้แบบ Real-time โดยไม่ต้องเสียเวลาทำการ Migrate หรือ Transform ข้อมูล
**สามารถเข้าถึงข้อมูลจำนวนมากได้ด้วยความเร็วสูง
**รองรับการนำไปใช้งานได้หลากหลาย
**สามารถกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลายระดับสำหรับผู้ใช้งานแต่ละคนได้
**มีระบบ Self Service ทำให้ผู้ที่ต้องวิเคราะห์ข้อมูลสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างรวดเร็ว
**รองรับการเพิ่มขยายระบบให้มีขนาดใหญ่ขึ้นได้ตามต้องการ